|
มอญบางขันหมากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองลพบุรีเมื่อใดไม่สามารถระบุได้เพราะไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าอยู่อาศัยหรืออพยพมาที่เมืองลพบุรี ครั้งใดสมัยใด ต่างจากชนชาวมอญในประเทศไทยในท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีหลักฐานการย้ายถิ่นฐานแน่ชัด ได้รับพระราชทานที่อาศัยในการอพยพเข้าสยามประเทศในแต่ละครั้ง แต่สันนิฐานได้ว่าน่าจะอยู่ก่อนปีพุทธศักราช ๒๓๙๓ เพราะมีหลักฐานที่ปรากฏคือการสร้างวัดโพธิ์ระหัตซึ่งเชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในวัดชุมชนมอญบ้านบางขันหมากซึ่งสร้างวัดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๓ ซึ่งน่าจะอพยพมาก่อนหน้านี้ |
| |
|
ในนิราศรักลพบุรี ๑ ที่กล่าวว่าเป็นนิราศเรื่องสุดท้ายที่สุนทรภู่ได้แต่งไว้เมื่อประมาณปี ๒๓๙๙ - ๒๔๐๐ กล่าวไว้ตอนหนึ่งความว่า |
| |
|
"ทางกลับคุณเจ้ากรม แวะ “วัดเกาะแก้ว” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดมณีชลขันธ์” เล่าว่าวัดนี้มีเจดีย์ใหญ่ ผู้สร้าง “เป็นคนมีผู้สำเร็จเสร็จวิชา” คงหมายถึง เจดีย์หลวงพ่อแสงนั่นเอง ในการเดินทางกลับผู้แต่งออกเรือจากท่าแจ้ พายผ่านท่าฉนวน บ้านขันหมาก ซึ่งเป็นบ้านมอญเล่าถึงมอญอย่างมีทัศนะเชิงลบเช่นตอนที่ว่า
|
| |
|
แต่บุราณท่านว่ามอญขี้ซ้อนนัก |
ถึงผัวรักคงนอกใจไม่ใฝ่หา |
|
ถ้าได้ไทยมันไม่คล้องต้องวิญญา
|
คงเที่ยวหานอกร่ำกระหน่ำไป |
|
| |
|
เดินทางผ่านบางกระบือ เป็นที่อยู่ของชาวมอญอีก ผ่านวัดกลาง วัดโพธิ์หักเล่าภูมินามหรือตำนานสถานที่... |
| |
|
มอญบางขันหมากนั้นเป็นมอญใหม่ อาจารย์ภูภร ภูมะธน เชื่อว่ามอญบางขันหมากน่าจะมาจากที่ บ้านบางระกำ บ้านโพธิ์ข้าพอก ตำบลบางมัญ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ดร.จารุวรรณ เบณจาทิกุล เชื่อว่ามอญบางขันหมาก อพยพมาตั้งถิ่นฐานในลพบุรีจากท้องถิ่นอื่นอีกทีหนึ่ง คืออพยพมาจากจังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการสมุทรปราการ สิงห์บุรี อยุธยา ตอนแรกตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณท่าดินเหนียว ซึ่งอยู่ตำบลโพธิ์เก้าต้นต่อมาย้ายมาตั้งบ้านเรือน บริเวณบ้านบางคู้หรือตำบลบางขันหมากในปัจจุบัน
|
| |
|
การอพยพของชาวมอญที่มาจากรามัญประเทศนั้น
มีอยู่หลายคราวด้วยกัน
จนท้ายสุดที่รามัญประเทศถูกพม่าทำลายจนสูญสิ้นเอกราชราวปีพุทธศักราช
๒๓๐๐
ชาวมอญก็อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ์สมภารพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยนั้น
และทรงโปรดพระราชทานที่ดินที่อยู่อาศัยคือที่เมืองนครเขื่อนขันธ์
สามโคก เกาะเกร็ด ซึ่งไม่กล่าวถึงที่ลพบุรี
ซึ่งมอญลพบุรีน่าจะมาจากสถานที่ดังกล่าวอีกทีหนึ่ง |
|
|
บ้างว่านัยหนึ่งในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลพบุรีเป็นอาณาจักรที่ชนชาวมอญเคยเจริญรุ่งเรืองมีหลักฐานบ่งถึงความเจริญรุ่งเรืองของมอญในอดีตคือจารึกภาษามอญที่พบที่ศาลพระกาฬ เมืองลพบุรี จึงเกิดข้อสงสัยว่ามอญบางขันหมากเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขมอญยุคนั้นหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ชัดแจ้งเพียงแต่เชื่อกันว่ามอญบางขันหมากเป็นมอญใหม่ที่มาจากรามัญประเทศเดิมหรือสหภาพเมียนม่าห์ในปัจจุบัน มานิต วัลลิโภดม ศิลปะศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ความเห็นว่า มอญลพบุรีศตวรรษที่ ๑๖ มีถิ่นฐานที่อยู่ที่บางขามบริเวณวัดไลย์ และได้สูญไปแล้ว มอญบางขันหมากเป็นมอญใหม่ |
| |
|
การอพยพเข้ามาของชาวมอญมาสู่สยามประเทศมีหลายครั้งด้วยกันเมื่ออพยพเข้ามาแล้วได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศศักดิ์ ที่อยู่อาศัย และโปรดให้เข้ารับราชการ ทำมาหากินและปกครองกันเองในหมู่รามัญด้วยกัน การอพยพที่สำคัญมีถึง ๗ ครั้งด้วยกัน สมัยอยุธยา ๕ ครั้ง คือ สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา (๒๑๑๒-๒๑๓๓) สมัยสมเด็จพระนเรศวร (๒๑๓๓-๒๑๔๘) สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (๒๑๗๓-๒๑๙๘) สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (๒๑๙๙-๒๒๓๑) และสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ (๒๒๗๕-๒๓๐๑) ครั้งที่ ๖ สมัยกรุงธนบุรี (๒๓๑๗) ครั้งที่ ๗ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และอพยพย่อยๆ เข้ามาอีกหลายครั้งคราวแต่ไม่มีการบันทึกไว้ การเข้ามาสมัยอยุธยาได้รับพระราชทานถิ่นที่อาศัยบริเวณชานเมืองสมัยธนบุรี ให้อยู่ที่ปากเกร็ด นนทบุรี และที่สามโคก ปทุมธานี |
| |
|
สมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัยให้ไปอยู่ที่สมุทรปราการหลังจากนั้นจึงค่อยแยกย้ายอพยพไปทำมาหากินยังถิ่นที่ใกล้เคียงเมื่อถิ่นเดิมแออัด
|
| |
|
แต่ชาวมอญบางขันหมากเองนั้นมีความเชื่อว่าตนอพยพต่อเนื่องมาจากที่สามโคก ปทุมธานี อยุธยา และจากที่อื่น ๆ เพราะมีรกรากและเครือญาติที่ยังสามารถติดต่อและสืบเชื้อกันอยู่ บางอ้างว่าได้รับการบอกเล่าจากบรรพบุรุษของตนว่าอพยพมาจากเมืองมอญโดยตรง โดยเดินทางมาเป็นจำนวนมากตามแม่น้ำสายหลักบางกลุ่มเห็นว่าถิ่นฐานบ้างแห่งเหมาะสมอุดมสมบรูณ์ก็ตั้งรกรากที่นั่น บ้างส่วนก็อพยพต่อไปเรื่อย ๆ จนมาตั้งรกรากที่ลพบุรี มอญที่บางขันหมากบางส่วนอาจจะอพยพมาจากเมืองมอญโดยตรงตามคำบอกเล่าของบรรพบุรุษก็ได ้และเมื่อมาอยู่ที่ลพบุรีแล้วเห็นว่าอุดมสมบรูณ์ดีก็ชักชวนพี่น้องชาวมอญที่ตั้งรกรากถิ่นฐานอื่น ๆ มาอยู่ที่ลพบุรี |
| |
|
สำหรับชาวลพบุรีเมื่อพูดถึงมอญก็จะคิดถึงบ้านมอญบางขันหมากทันที
เพราะเป็นชุมชนที่มีชาวมอญอาศัยอยู่มากที่สุดทั้งจะนึกเลยรวมไปด้วยว่าคนที่อยู่บ้านบางขันหมากจะเป็นชาวมอญทั้งหมด
แต่ความจริงแล้วหมู่บ้านนี้จะมีชาวมอญอาศัยอยู่ประมาณร้อยละ
๖๐ และอยู่รวมกลุ่มในเขตหมู่ที่ ๑,๒,๓,๖,๗
และ ๙ ของตำบลบางขันหมาก
บริเวณที่เรียกว่าบ้านบางขันหมากใต้
ส่วนบ้านบางขันหมากเหนือจะเป็นบริเวณที่อยู่อาศัยของชาวไทย
เมื่อทางราชการยุบเขตหมู่บ้านทั้งสองรวมเป็นตำบลบางขันหมากคนในถิ่นอื่นจึงมักจะเข้าใจว่าเป็นที่อาศัยของชุมชนมอญ
แต่ชาวบ้านในถิ่นนี้ยังนิยมเรียกชื่อหมู่บ้านตามแบบเก่าโดยถือเอาวัดสิงห์ทองเป็นเขตแบ่งพื้นที่
คือ
ส่วนที่อยู่เหนือวัดไปตามลำน้ำลพบุรีเป็นเขตบางขันหมากเหนือส่วนที่อยู่ทางใต้วัดเป็นเขตบางขันหมากใต้
ดังนั้นตำบลบางขันหมากจึงเป็นที่อยู่ของทั้งชาวมอญและชาวไทย |
|
|
|
บ้านบางขันหมากอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองลพบุรี
ห่างจากเขตเทศบาลเมืองลพบุรีประมาณ ๒
กิโลเมตร
อยู่ทางด้านใต้ของทางหลวงจังหวัดหมายเลข
๓๑๑
สายลพบุรี-สิงห์บุรีระหว่างหลักกิโลเมตรที่
๑๖๑-๑๖๒
มีเขตติดต่อกับบ้านบางขันหมากเหนือ
ทางด้านเหนือติดต่อตำบลโพธิ์เก้าต้น
ทางด้านใต้
ทางตะวันออกติดต่อกับตำบลพรหมมาสตร์และทางตะวันตกติดกับอำเภอท่าวุ้ง
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม
ในฤดูฝนน้ำจะหลากท่วมเป็นบางแห่ง
ชาวบ้านมีอาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม
ทำนา รองลงมาคือรับจ้าง และมีอาชีพอื่น
ๆ อยู่บ้าง ได้แก่ ทำอิฐ จักสาน
และทำไร่หลังเก็บเกี่ยวข้าว |
|
|
|
ในด้านการคมนาคมนั้น
นับว่าชุมชนนี้ได้เปรียบกว่าชุมชนอื่น
เพราะมีการคมนาคมสะดวก
ถ้าเป็นฤดูน้ำก็สามารถใช้ทางเรือได้ด้วย
ทั้งเรือบดและเรือหางยาวส่วนทางบกนั้นมีทั้งรถประจำทาง
รถสองแถว รถสามล้อ
ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมใช้รถสองแถวเพราะสามารถเข้าไปในหมู่บ้านได้นอกจากนั้นชาวบ้านที่ออกมาทำงานนอกหมู่บ้านก็นิยมใช้รถจักรยานและที่มีฐานะก็ใช้รถจักรยานยนต์ |
|
|
|
จากการสอบถามชาวบ้านบางขันหมากที่มีอายุ
เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของตนเองชาวบ้านก็ไม่แน่ใจ
เพราะมิได้บันทึกไว้แน่นอนทราบแต่เพียงว่า
บรรพบุรุษอพยพมาจาก
“เมืองหงสา”
ซึ่งชาวมอญนิยมทำรูปเป็นหงส์และใช้หงส์เป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นอนุสรณ์นึกถึงเมืองหงสา |
| |
|
ชาวมอญบ้านบางขันหมากในปัจจุบันยังรักษาวัฒนธรรมประเพณีและเอกลักษณ์ต่างๆ ของตนไว้อย่างเหนียวแน่น ยังคงใช้ภาษามอญพูดเป็นภาษาพื้นบ้าน มีการสวดมนต์ไหว้พระเป็นสำเนียงมอญทั้งพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกา ยังรักษาการแต่งกายการมวยผมในสตรีชาวมอญผู้สูงอายุและยังคงรักษาจารีตประเพณีความเชื่อต่างๆ ของตนไว้อย่างดี ถึงแม้เยาวชนมอญบ้านบางขันหมากในปัจจุบันมีการดำเนินวิถีชีวิตเสมือนคนไทยทั่วไปคนหนึ่ง มีการศึกษาที่สูงขึ้นมีสภาพสังคมและฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นิยมเทคโนโลยีสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมตามสมัยนิยมแต่ก็คงอยู่ในกรอบทางสังคม ตามจารีตประเพณีแบบมอญของตนไว้ทั้งทางด้านความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีตลอดจนมีการดำเนินชีวิตผสมผสานกับสังคมไทยยุคใหม่อย่างกลมกลืน |
| |
|
|
|
ลักษณะครอบครัวของชาวมอญบางขันหมาก |
|
ข้อมูลท้องถิ่นบางขันหมาก |
| |
|
|
|
เมียะเรียะโหม่ว์เจ้ตเหอะเทาะห์ซะมาว
|
|
เมียะนิห์เจ้ตเหอะเทาะห์เกี้ยะกาว |
|
ของหอมแท้ไม่ทิ้งกลิ่น |
|
คนจริงไม่ทิ้งชาติตระกูล |
|
|
|
|
 |