|
คำว่า
ศพ
เป็นคำภาษาไทยที่มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีสันสกฤต
ภาษาบาลีว่า ฉว ภาษาสันสกฤตว่า ศว แปลว่า ซากผี
ร่างคนตาย
คนเราเมื่อตายไปแล้วคนอยู่ต้องทำพิธีตามสมควรแก่ฐานะ
ไม่ให้เกินฐานะชนิดที่ว่า คนตายขายคนเป็น
และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำอะไรเลย |
|
พิธีเกี่ยวกับศพนี้ มีเรื่องทำกันมากและได้ทำตามต่อ ๆ มา
เมื่อทำตามกันหนักเข้า กลายเป็นประเพณีไป
ไม่ได้นึกถึงความมุ่งหมายด้วย
ทำให้เกิดความนึกคิดที่เป็นประโยชน์ขึ้นอีกมิใช่น้อย
เพื่อให้เกิดผลเช่นนั้น
จะได้แสดงความมุ่งหมายพิธีเกี่ยวกับศพเป็นอย่าง ๆ ไป |
| |
|
|
|
การบอกหนทาง |
|
เมื่อผู้ป่วยมีอาการทรุดหนักจวนจะสิ้นใจ
แต่หูและตายังไม่ดับหรือไม่มีอาการทุรนทุรายมาก ให้จัดดอกไม้
ธูปเทียนบรรจุในกรวยใบตองให้ผู้ป่วยหนักนั้นประณมมือถือไว้
นิมนต์พระสงฆ์หรือตั้ง พระพุทธรูปไว้ใกล้ ๆ
แล้วบอกให้ระลึกถึงพระคุณพระศรีรัตนตรัย ทั้งนี้
มีเรื่องเล่าว่า
นายพรานผู้หนึ่งชำนาญในการล่าสัตว์ครั้งป่วยหนักใกล้ตาย
หลับตาลงเห็นแต่สัตว์ต่าง ๆ ที่ตนเคยฆ่า
จึงบอกภิกษุบุตรของตน ซึ่งพยาบาลอยู่ ณ ที่นั้นให้ช่วย
ภิกษุรูปนั้นรู้ว่า
โยมบิดาตนนั้นมีกรรมมากจึงจัดดอกไม้ธูปเทียนใส่ในมือ
แล้วบอกโยมว่า
“โยมจงแลดูดอกไม้
ธูปเทียนนี้เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย”
นายพรานนั้น จึงแลดูดอกไม้และธูปเทียนตามดำแนะนำของบุตร
เกิดความเลื่อมใส มีใจเป็นกุศล เสียชีวิตในสวรรค์
เพราะเหตุนี้อนุชนรุ่นหลัง จึงกระทำต่อ ๆ กันมา
หวังจะให้ผู้ป่วยหนักบูชาระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย
เมื่อจะมัดศพ ยังให้ศพถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนอีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้พยาบาลยังได้บอกหนทางว่า
“พระอรหัง
พระอรหัง”
ให้ผู้ป่วยหนักได้ยิน
เพื่อจะได้ภาวนาและยึดพุทธานุสสติเป็นอารมณ์
เป็นการข่มทุกขเวทนาให้เบาบางลง หากสิ้นใจในขณะนั้น
ถือว่าจะไปเกิดในสวรรค์ |
|
อนึ่ง เมื่อผู้ป่วยหมดลมหายใจแล้ว
ถือว่าจิตหยั่งลงสู่ภวังค์ ยังดับไม่สนิท
ต้องทำความสงเงียบให้มากที่สุดเท่าที่จะเงียบได้
เพราะเกรงดวงจิตจะไม่แน่วแน่
และเขาใช้เทียนขี้ผึ้งหนักหนึ่งบาท มีไส้ ๗ เส้น
จุดตามไว้จนหมดเล่มแล้วจึงถือว่าเป็นอันตายแน่ |
| |
| |
|
อาบน้ำศพ |
|
ถ้าเป็นการตายชนิดโหง เช่น ผูกคอตาย ตกต้นไม้ตาย
หรือตกน้ำตาย ฯลฯ ศพของผู้ตายไม่มีการอาบน้ำ ไม่มัดตราสัง
และต้องฝังหรืก่ออิฐถือปูนไว้ตามวัด ถ้าวัดใดมีโลงเก็บศพ
เก็บฝากไว้ที่วัดนั้น และกลั้นใจเอาดินวางลงบนหลังโลงนั้น ๓
ก้อน เป็นพิธีสมมติแทนการฝัง
ถ้าเป็นโรคตายตามปกติจึงมีการอาบน้ำศพ
การอาบน้ำศพนี้มีประเพณีถือกันต่าง ๆ ทางพราหมณ์ถือว่า
อาบเพื่อล้างบาปให้แก่ผู้ตาย เพราะพราหมณ์ถือว่า
น้ำในแม่น้ำอจิรวดีล้างบาปได้
เขาจึงไปตักเอามาล้างบาปให้แก่ผู้ที่ป่วยหนักใกล้จะตาย
หรือเมื่อตายแล้ว
ทางแขกถือว่าการอาบน้ำทาแป้งให้แก่ศพอย่างหมดจดนั้น
เมื่อตายไปเกิดชาติใดจะได้มีรูปร่างสะสวยหมดจดงดงาม
เพราะฉะนั้น การอาบน้ำศพเขาจึงได้ขัดสีรีดท้อง
ชำระสิ่งโสโครกให้หมดจดไปทีเดียว ฝ่ายพระพุทธศาสนา
มีการอาบน้ำและชำระศพให้สะอาดเหมือนกัน เช่น
อาบน้ำแล้วเอาขมิ้นชันสด ตำขัดสี ฟอกด้วยส้ม มะกรูด มะนาว
เมื่อสะอาดแล้ว จึงอาบน้ำหอม ทากระแจะและเครื่องปรุงอื่น ๆ
ตามแต่จะหาได้ ถ้าผู้ตายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เป็นที่เคารพนับถือ
หรือเป็นผู้ทรงคุณธรรม ผู้ที่มาอาบน้ำศพ
ย่อมตั้งใจมาสนองคุณด้วยความกตัญญู
และมาขอโทษให้พ้นจากเวรกรรม
ส่วนบุตรหลานหรือผู้ที่รักใคร่นับถือผู้ตายนั้นเป็นคนผู้ควรบูชา
เอาผ้าเช็ดหน้าสีขาวใหม่ๆ ทำผ้าเป็น ๔ เหลี่ยม
พิมพ์รูปหน้าและรอยเท้าของผู้ตายในเวลาที่ลงขมิ้นนั้นสำหรับเป็นผ้าประเจียดต่อไป |
| |
| |
|
แต่งตัวศพ |
|
เมื่อได้ทำความสะอาดศพแล้ว ก่อนจะมัด เขาทำดังนี้ คือ |
|
ก. หวีผม การหวีผมศพ บางท่านว่าต้องหวี ๓ หน
บางท่านว่าต้องหวีผมกลับไปข้างหน้าซีกหนึ่ง
หวีไปข้างหลังซีกหนึ่ง ที่ต้องหวีดังนี้อธิบายว่า
สำหรับคนตายครึ่งหนึ่ง สำหรับคนเกิดครึ่งหนึ่ง
เมื่อหวีแล้วต้องหักหวีออกเป็นสองท่อนขว้างทิ้งเสีย
บางแห่งเขาหักหวีออกเป็น ๓ ท่อน แล้วกล่าวว่า อนิจฺจํ
ทุกฺจํ อนตฺตา แต่ทางภาคอีสานเขาหวีลงอย่างเดียว
ห้ามหวีขึ้น เมื่อหวีแล้วให้หักหวีเป็น ๒ ท่อนแล้วทิ้งเลย |
|
ข. นุ่งผ้าและสวมเสื้อ ใช้ผ้าขาวนุ่งชั้นแรก
เอาชายพกไปไว้ข้างหลัง เอาเสื้อขาวสวม
เอาทางที่มีดุมไว้ข้างหลัง
แล้วเย็บเนาเป็นตะเข็บตั้งแต่แขนมาหาเอวทั้งสองข้าง อธิบายว่า
แต่งตัวให้ผีแล้วใช้เสื้อและผ้านุ่งอีกสำหรับหนึ่งสวมและนุ่งให้
หมายความว่า แต่งตัวให้ไปเกิด การนุ่งผ้าให้แก่ศพ
ซึ่งนุ่งข้างหลังแล้วนุ่งข้างหน้านี้
มีคำอธิบายว่าที่ทำเช่นนั้น เพื่อให้พิจารณาว่า
สัตว์ที่เกิดมาย่อมเกิดด้วยทิฐิมีอวิชชาปิดหลังปิดหน้า
มีตัณหาเกี่ยวประสานกันดังเรียวไม้ไผ่ ดังนี้ |
|
เสื้อและผ้านุ่งนี้
บางทีใช้เสื้อผ้าที่ใช้ตามธรรมดาไม่ใช้ผ้าขาว
แต่ในปัจจุบันนี้ เมื่ออาบน้ำและทำความสะอาดศพแล้ว
จึงแต่งตัวนุ่งผ้าสวมอย่างปกติแต่ชั้นเดียว
และว่างนอนไว้บนเตียง
ทอดมือข้าวไปเพื่อให้ผู้ที่มาอาบน้ำศพรดน้ำที่มือด้วยน้ำหอมพอเป็นพิธีเท่านั้น |
|
ค. เงินใส่ปาก
เขาใช้เงินพดด้วงหรือเงินเหรียญจำนวนบาทหนึ่งห่อเหรียญผ้าขาวผูกไว้ห่างราวเกรียกหนี่ง
ลงไปในปาก การเอาเงินใส่ปากศพนี้มีความหมายแตกต่างกันอยู่เป็น
๓ ทาง คือ |
|
๑) เพื่อให้เป็นทางพิจารณาว่า
คนที่เกิดมาแล้วย่อมลุ่มหลงอยู่ด้วยทรัพย์สมบัติ
ทะเยอทะยานขวนขวายหา
เมื่อได้มาแล้วก็อดออมทนอมไว้ไม่ใช้จ่ายในทางที่ควร
ทรัพย์เช่นนี้เป็นทรัพย์ภายนอก เมื่อตายไปแล้ว
แม้สิ่งที่เขาเอาใส่ปากให้นำเอาไปไม่ได้
ย่อมเป็นเหยื่อของผู้ทั้งสิ้นทางที่ถูกเมื่อหาทรัพย์มาได้ในทางที่ชอบแล้ว
ควรใช้จ่ายในทางที่ควร
เพื่อทำทรัพย์ภายนอกที่หามาได้นั้นให้เป็นทรัพย์ภายใน ได้แก่
อริยทรัพย์ ๆ เป็นทรัพย์อันประเสริฐจะเป็นเงาตามตัวภายหน้าได้ |
|
๒) ถือตามประเพณี โดยมีเรื่องเล่ามาว่า
มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันมาจนแก่
มีทองคำติดตัวมาอยู่บาทหนึ่ง สามีภรรยาต่างสัญญากันว่าไว้ว่า
“ถ้าใครตายตายก่อนให้เอาทองคำบาทหนึ่งนี้ใส่ปากไปให้”
ต่อมาสามีตายก่อน ภรรยาจึงเอาทองคำใส่ปากให้สามี
และนำศพไปเผา ไฟไหม้ทองคำนั้นขาดไป คงเหลือ ๓ สลึง
ครั้งนั้นพระมหากษัตริย์เกิดโลภเจตนา
จะขอทองคำเรือนละบาทหนึ่ง หญิงนั้นถวายทองคำ ๓ สลึง
นั้นแด่พระมหากษัตริย์ ๆ ไม่ทรงรับ จะเอาให้เต็มบาท
หญิงม่ายเจ้าของทองคำจึงทูตว่า แต่ก่อนทองคำนี้หนักเต็มบาท
ครั้งสามีตายจึงเอาใส่ปากสามีแล้วเอาไปเผาไฟ
ไฟไหม้ทองคำขาดไปจึงเหลือเพียงเท่านี้
ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่สัตว์ผู้ตายเถิด
พระมหากษัตริย์ได้ทรงฟังเกิดธรรมสังเวช
จึงประกาศเลิกไม่เอาทองคำจากราษฎร ด้วยเหตุนี้
ในกาลต่อมาผู้ที่ไม่มีทองถึงบาท
จึงได้ใช้เงินใส่ปากศพแทนเป็นประเพณีกระทำสืบ ๆ มา |
|
๓) อีกทางหนึ่งกล่าวกันว่า
ใส่ไว้เพื่อให้เป็นค่าจ้างแก่สัปเหร่อที่จะนำไปเผาเพราะสมัยก่อน
ราคาเงินบาทหนึ่ง
ได้เป็นค่าจ้างอย่างงามแล้วและยังได้ผ้าผ่อนที่ปกคลุมศพกับของเล็ก
ๆ น้อย ๆ ในการเผาศพเป็นพิเศษอีกด้วย |
|
การที่ต้องเอาเงินใส่ไว้ในปากศพ ไม่ไว้ในที่อื่น
เพราะสะดวกแก่การค้นหาถ้าไว้ที่อื่นก็จะหกปนกับเครื่องซับน้ำเหลืองศพหายได้หรือถ้าเจ้าภาพจะสัญญาให้ค่าจ้างภายหลังโดยไม่ใส่เงินไว้ในปากศพก่อน
สัปเหร่อจะไม่ยอมในเวลามัดศพเกรงว่าเจ้าภาพจะเกิดการบิดพลิ้วในภายหลัง
ในสมัยนั้น
เงินเป็นของมีค่ามากบางคนกว่าจะหาได้ถึงบาทหนึ่งเป็นการยากจำเป็นต้องมีใส่ปากศพไว้ให้เสร็จทีเดียว |
|
ฆ. หมากใส่ปากศพ สำหรับผู้กินหมาก เมื่อใส่เงินบาทลงไป
ถ้ามีผู้ตายมีฟันพอเคี้ยวได้ ใส่หมากเจียนคำหนึ่งกับพลูจีบหนึ่ง
หักใส่ลงไปด้วยกัน ถ้าคนตายเป็นคนแก่มีฟันไม่สมบูรณ์
ใช้หมากตำใส่ปากให้ ทั้งนี้ ได้แต่เพียงว่า
ผู้ตายเคยชอบจึงใส่ปากให้พอเป็นธรรมเนียม |
|
ง. ขี้ผึ้งติดหน้าศพ ขี้ผึ้งที่ใช้เป็นขี้ผึ้งแห้ง
บางศพปิดเฉพาะแต่ตากับปากคือ ทำขี้เป็นแผ่นแบน ๆ เหมือนแว่นตา
สำหรับปิดตาทั้ง ๒ ข้าง หนึ่งแผ่น และปิดปากหนึ่งแผ่น
บางแห่งก็ปิดหน้าศพทั้งหน้า คือทำขี้ผึ้งเป็นแบนโตเท่ากับหน้า
ปิดไว้เหมือนหน้ากาก
ที่ทำดังนี้บางแห่งเขาก็ใช้ทองคำเปลวปิดผู้ที่มีทรัพย์บางทีเขาก็ใช้ทองคำเป็นแผ่นทำเป็นหน้ากากปิดหน้าศพ
การที่ใช้ขี้ผึ้งหรือทองคำปิดหน้าศพนี้ ได้ความว่า
ปิดเพื่อป้องกันความอุจาด เพราะบางศพลืมตาค้างปิดไม่ลงบ้าง
บางศพอ้าปากบ้าง ทองปิดหน้าศพนั้นเมื่อเผาแล้ว
มักเอาไปสร้างเป็นพระพุทธรูป |
|
จ. กรวยดอกไม้ธูปเทียน ดอกไม้ธูปเทียนนี้ มีธูป ๑ ดอก
เทียน ๑ เล่ม ดอกไม้ ๑ ช่อหรือบางทีก็ใช้ดอกบัว ๑ ดอก
ใส่ในกรวยใบตองให้ศพประณมมือถือ
ได้ความว่าเพื่อจะได้ถือไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ |
| |
| |
|
มัดศพ |
|
เมื่อแต่งตัวศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการมัดศพเรียกว่า
ตราสัง ก่อนตราสัง บางศพเขาทำถุงผ้าขาวสวมศีรษะ สวมมือ
สวมเท้าทั้งสองข้างแล้วให้ถือกรวยดอกไม้ธูปเทียน
เครื่องตราสังใช้ด้ายดิบเส้นขนาดนิ้วก้อย
ทำเป็นบ่วงสวมคอเป็นบ่วงแรก กล่าวคาถาว่า ปุตฺโต คีเว คือ
ห่วงลูกผูกคอ บ่วงที่ ๒ รัดรอบหัวแม่เท้าและข้อเท้าทั้ง ๒
ข้างให้ติดกัน กล่าวว่า ธนํ ปาเท คือ ห่วงทรัพย์ผูกเท้า
บ่วงที่ ๓ รัดรอบหัวแม่มือและข้อมือทั้ง ๒
ข้างให้ติดกันประณมมือไว้ที่อก กล่าวคาถาว่า ภริยา หตฺเถ
คือห่วงภรรยาผูกมือ |
|
การทำบ่วงสวมคอ
ผูกมือและผูกเท้าเป็น ๓ บ่วงด้วยกันนั้น
มีความหมายผูกเป็นผูกเป็นโครง ๔ สุภาพไว้ดังนี้ |
|
มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว |
พันคอ |
|
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ |
หน่วงไว้ |
|
ภริยาเยี่ยงบ่วงปอ |
รึงรัด มือนา |
|
จึ่งพ้น สงสารฯ |
สามบ่วงใครพ้นได้ |
|
|
เมื่อเสร็จแล้วห่อด้วยผ้าขาวยาว ๒ ทบ ชายผ้าทั้ง ๒
อยู่ทางศีรษะ ขมวดเป็นก้นหอย แล้วมัดด้วยด้ายดิบขนาดนิ้วมือ
มัดขั้นมาเป็นเปลาะๆ
เพื่อป้องกันมิให้เบ่งขยายตัวได้ในเวลาขึ้น
แล้วรัดกับผ้าที่ขมวดเป็นก้อนหอยอยู่บนศีรษะให้แน่นเหลือชายเส้นด้ายที่มัดนั้นปล่อยไว้เป็นสายยาวออกมานอกโลง
แล้วยกศพนั้นวางลงในโลง ให้นอนตะแคง
เพื่อว่าเวลาศพเบ่งพองขึ้น จะได้ไม่ดันโลงทั้ง ๒
ข้างให้แตกหรือแยกออก ทำให้น้ำเหลืองรั่วไหลออกมาได้ |
| |
|
|
|
.....หน้าต่อไป.... |