|
|
|
 |
|
|
|
การอพยพของชาวมอญ
เริ่มปรากฏหลักฐานครั้งแรก ในสมัยอยุธยา
แต่ก่อนหน้านี้เชื่อว่ามีการอพยพของชาวมอญ
มาก่อนหน้านี้แล้วแต่มีจำนวนไม่มากนัก
สาเหตุในการอพยพ
ส่วนใหญ่จะมาจากภาวะสงคราม
และเมื่อชาวมอญได้ปักหลัก
ปักฐานอยู่บนผืนแผ่นดินไทยแล้ว
ก็จะต้องการประกอบอาชีพ
ซึ่งอาชีพหลักของชุมชนชาวมอญเหล่านั้น คือ
การทำนา
ทำไร่
บางส่วน
ก็ได้ประกอบอาชีพค้าขาย หรือ
เข้ารับราชการ และ
อาชีพเสริมหลังฤดูกาลทำนาก็คือ
การทำอิฐมอญ เป็นอิฐก่อ สร้าง หรืออิฐแดง
ซึ่งเป็นอาชีพที่ชาวมอญได้ทำมานานแล้ว และ
มีความชำนาญ
มาตั้งแต่ในบ้านเมืองเดิมของตน และนับเป็น
อาชีพเสริมที่ทำรายได้
ให้กับครอบครัวไม่น้อย และได้ทำสืบทอด
กันมาตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน
ในแผ่นดินไทย |
| |
| |
|
การทำอิฐในช่วงระยะแรกนั้น
ส่วนใหญ่ชาวมอญจะเป็นผู้ผูกขาด
ทำให้เรียกลักษณะของอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ที่มี ขนาดประมาณ ๔
x ๑๐ x
๒๐ เซนติเมตร
หรือความกว้างสอง
เท่าของความหนา
ความยาวจะเป็นสองเท่าของความกว้าง
ผิวหยาบ และมีสีส้ม
ในปัจจุบันนี้อาจมีขนาดเล็กลง หรือ ประมาณ
๓ x
๖.๕ x ๑๔
เซนติเมตร
ซึ่งการผูกขาดในการทำอิฐของชาวมอญนี้เองจึงเรียกอิฐชนิดนี้ว่า
“อิฐมอญ” |
| |
|
อิฐเป็นวัสดุสำคัญในการก่อสร้าง
มาแต่ครั้งอดีต
สังเกตได้จากโบราณสถาน
ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์
ที่มีอิฐเป็นวัสดุในการก่อสร้าง
และยังคงความสำคัญนับจาก
อดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
ที่ยังคงบทบาทเด่นในการก่อสร้าง
อาคารบ้านเรือนต่างๆ |
| |
ชุมชนชาวมอญต่าง ๆ
ในประเทศไทยที่ประกอบอาชีพ การทำอิฐมอญ
มีแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตอิฐที่สำคัญ
ได้แก่ อำเภอสามโคก
จังหวัดปทุมธานี
และอีกหลายอำเภอในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา
แต่ที่เป็นลักษณะของอุตสาหกรรมในครัว
เรือนนั้นมีเหลือไม่มากนัก ได้แก่
ชุมชนมอญตำบลบางขันหมาก
อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวมอญอาศัยอยู่
กันเป็นกลุ่มใหญ่ถึง
๘
หมู่บ้าน เป็นแหล่งที่มีการผลิตอิฐมอญ
ที่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สำคัญ
และมีด้วยกันหลาย ครัวเรือน เช่น
ผู้ใหญ่บ้านปรีชา
หยดย้อย
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๑ ตำบล
บางขันหมาก อายุ
๔๐
ปี
มีเชื้อสายมอญโดยกำเนิด
ซึ่งได้รับการสืบทอดการทำอิฐมอญจากบรรพชนที่อพยพมาจาก
เมืองมอญเมื่อกว่า ๒๓๐ ปีมาแล้ว
หลังจากหมดสิ้นฤดูการทำนา
ผู้ใหญ่ปรีชาและลูกบ้านหลายครอบครัว
ก็จะเริ่มงานอุตสาหกรรม
ในครัวเรือนขนาดเล็ก
คือการทำอิฐมอญ |
| |
| |
|
แต่เดิมดินที่นำมาทำอิฐมอญเป็นดินจากแม่น้ำ
ที่มีเนื้อละเอียดปนทราย
ซึ่งเป็นคุณลักษณ์พิเศษคือ
ไม่เหนียวมากเกินไป
แต่ปัจจุบันดินแม่น้ำต้องเสียค่าราคาสูงมาก
จึงหันมาใช้ดินจากพื้นที่ลุ่ม
มาจากอำเภอจอมทอง จังหวัดลพบุรี
มีคุณ สมบัติเหมือนดินแม่น้ำ
กล่าวคือเป็นดินสองชั้น
ชั้นบนเป็นดินเหนียวปนทรายมาก
ส่วนชั้นล่างเป็นดินเหนียวล้วนๆ
เมื่อขุดมา รวมกัน
ก็จะได้ดินเหนียวปนทรายเนื้อดี
ซึ่งผู้ทำอิฐจะซื้อมากอง
ไว้ครั้งละมากๆ
ในราคาประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐
บาทต่อ หนึ่งคันรถสิบล้อขนาดใหญ่ |
| |
|
นอกจากจะมีดินที่มีคุณสมบัติพิเศษแล้ว
ยังประกอบ ด้วยแกลบ
ซึ่งเป็นผลิตผลจากการสีข้าว และขี้เถ้า
เป็นส่วน ประกอบสำคัญ ในสัดส่วนดังนี้ คือ
ดิน ๓/๔ ของเนื้อที่บ่อ ตาม ด้วยขี้เถ้า
ประมาณ ๑๐ เข่งใหญ่ และแกลบ ๑ เข่ง
เติมน้ำให้ ท่วมปากบ่อ
บ่อผสมดินบ้านผู้ใหญ่บ้านปรีชา
และบ้านอื่นทั่วไป มีขนาดความกว้างประมาณ
๒ เมตร ลึก ประมาณ
๑
เมตร |
| |
|
ขั้นตอนต่อไปก็คือการผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เป็น
เนื้อเดียวกัน
วิวัฒนาการของการผสมในปัจจุบัน
ด้วยเทคโนโลยี สมัยใหม่
จากเดิมที่ต้องใช้แรงคนในการทำส่วนผสมทั้งหมด
ให้เข้ากัน
แต่ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมการทำอิฐ
ได้มีเครื่องทุ่นแรงมาช่วย
ด้วยการใช้เครื่องผสม
ด้วยวิธีการตักส่วนผสมทั้งหมด
ใส่ในเครื่องผสมดิน
ทำให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันได้อย่างดี
สามารถประหยัดแรงงาน
และเวลาได้มาก |
| |
|
เครื่องผสมดิน
ดังได้กล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่ชาวบ้าน
จะดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์ที่ใช้ในการไถนา
นำมาต่อเติม ดัดแปลงให้สามารถใช้ปั่น
บดดิน และแกลบให้เข้ากันเป็นเนื้อ เดียว
ทุ่นเวลาและแรงงาน
และนับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน
อีกอย่างหนึ่ง |
| |
|
ส่วนผสมที่ผ่านการคลุกเคล้ากันเป็นอย่างดีแล้ว
จะนำ ออก
มากองไว้บริเวณใกล้กับการที่จะนำส่วนผสมใส่ลงพิมพ์
พร้อมกันนี้
ต้องนำผ้าพลาสติกมาคลุมไว้เพื่อมิให้ดินที่ผ่านการ
ผสมนั้นแห้ง
หรือแข็งก่อนที่ใส่พิมพ์ |
| |
|
แม่พิมพ์
หรือ บล็อกมีขนาดประมาณ
๓ x
๖.๕ x ๔
เซนติเมตร
หรือมีขนาดเท่าวงกบประตู
และหน้าต่างมาตรฐาน คือ
ยาวประมาณ
๖ นิ้ว
กว้าง ๓
นิ้ว
การใส่ส่วนผสมในพิมพ์แต่ละครั้งสามารถใส่ได้ครั้งละ
๓ - ๔ ก้อน
ขึ้นอยู่กับของชนิดของพิมพ์ที่ใช้ |
| |
|
สำหรับพื้นที่บริเวณที่จะใช้ในการวางพิมพ์จะต้องมีพื้น
เรียบ นำขี้เถ้ามาโรยให้ทั่วพื้นที่
เพื่อวางดินที่ออกมาจากพิมพ์
เพื่อป้องกันไม่ให้ก้อนดิน
ที่จะออกมาจากพิมพ์ไม่ติดกับพื้น
และ พื้นผิวของอิฐไม่เสีย
ขั้นตอนการทำส่วนผสมเป็นก้อนนี้ต้องใช้แรงงานคน
โดยต้องว่าจ้างแรงงานมาช่วย
รวมทั้งงานของ
ผู้ใหญ่ปรีชาด้วย ซึ่งค่าจ้างนั้น
ขึ้นอยู่กับจำนวนชิ้นงานที่ออกมา จากพิมพ์
ว่าได้เท่าใด
สำหรับในบางขันหมากนี้โดยมากจะคิด
ให้ร้อยละ ๑๐
ขึ้นไป
และมีบ้างบางรายที่คิดค่าจ้างให้เป็นวัน |
| |
|
หลังจากนำชิ้นงานออกจากพิมพ์
นำอิฐเหล่านั้นไปพึ่ง
แดดประมาณ ๒ วัน
และในช่วงนี้ก็จะมีการตบแต่งรูปทรงของ อิฐ
ให้มีผิวเรียบขึ้นโดยการนำอิฐที่แห้งดีแล้ว
ไปใสกับเครื่องไส ที่ส่วนใหญ่ทำขึ้นเอง
จากใบมีดประกอบขาตั้งขึ้นเป็นแท่น |
| |
|
เมื่อได้ชิ้นงานที่ผ่านแม่พิมพ์
ที่แห้งสนิทตามจำนวนที่ ต้องการแล้ว
ขั้นตอนต่อไปคือการเผา
ซึ่งการเรียงอิฐจะต้องมี เทคนิค
เพราะการเรียงอิฐที่จะเผาต้องเรียงครั้งละไม่ต่ำกว่า
๑ แสนก้อน
ผู้ใหญ่ปรีชาได้บอกว่า
จะต้องใช้การเรียงที่เรียกว่า “หัวปลาสร้อย”
และเรียงให้ได้ ๒๐
ชั้นขึ้นไป
และเรียงให้มีช่อง
ว่างเป็นระยะเพื่อที่ใส่แกลบ
สำหรับเป็นเชื้อเผาอิฐ |
| |
|
การใส่แกลบจะต้องใส่ให้ทั่ว
โดยการใส่ตรงกลาง
ระหว่างแถวของอิฐที่เรียง
และเว้นช่องว่างเอาไว้
และจะต้องใส่
แกลบให้สูงท่วมกองอิฐ
ระยะเวลาในการเผาจะใช้เวลาทั้งสิ้น ประมาณ ๑๑
วัน
ฉะนั้นการใส่แกลบจะต้องใส่เผื่อไว้ให้เป็น
เชื้อในการเผาได้ ๑๑ วัน
เมื่อครบกำหนดแกลบก็จะดับไปเอง
จะเหลือแต่เพียงขี้เถ้า |
| |
|
เมื่อไฟดับแล้ว อิฐก็สุก
เป็นสีส้มทั่วทั้งก้อน แกร่ง
มีคุณภาพสามารถ นำไปใช้งานได้
แต่ทั้งนี้อิฐที่เผาในแต่ละครั้ง
ไม่สามารถใช้งานได้ทุกก้อน
เพราะอิฐที่กองอยู่รอบนอกทั้งหมด
ไม้ได้ถูกไฟเผาทั่วทั้งก้อน
ยังไม่สุกได้ที่ สำหรับอิฐที่มีคุณภาพ
ดีนั้นต้องมีสีส้มสด ที่เราเรียกว่าอิฐมอญ
หรืออิฐแดง |
| |
|
ปัญหาที่สำคัญในการทำอิฐมอญ
คือ วัตถุดิบต่างๆ
มีราคาแพงมากขึ้น
ทำให้ต้นทุนในการทำอิฐมอญสูงตาม
รวมทั้งค่าแรงงานคน
จึงสู้อิฐที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งใช้เครื่องจักรไม่ได้
เพราะอิฐโรงงานมีราคาถูกกว่าอิฐที่ผลิตแบบพื้นบ้าน
ทำให้ชาวมอญบางขันหมากรายใหม่ๆ
ที่คิดจะตั้งโรงอิฐท้อถอย
แม้แต่ผู้ที่ทำอิฐอยู่แล้วก็เริ่มที่จะประสบปัญหาใน
เรื่องของต้นทุน ที่เพิ่มสูงขึ้น |
| |
|
อาชีพการทำอิฐมอญและเครื่องปั้นดินเผา
ถือเป็น
เอกลักษณ์ของชาวมอญมาแต่ยุคเริ่มแรก
ได้มีการสืบทอดมาสู่
ลูกหลานไม่ขาดสาย
อาชีพทำอิฐมอญยังมีผลให้ทั้งชาวมอญและชาวไทยมีอาชีพเสริมหลังว่างเว้นจากฤดูกาลทำนา
อย่างไรก็ดีเราเชื่อว่าการทำอิฐมอญที่บางขันหมากจะยังคงสืบทอดต่อ
ไป
ด้วยคุณภาพอิฐที่ดีและการค้าการขายแบบชาวบ้าน
ที่รับรองลูกค้าด้วยน้ำฝนเย็นๆ
จากตุ่มในขันลงหิน
ต่อรองราคากันได้
ภาพดังกล่าวจะยังมีอยู่ต่อไป
ในการประกอบอาชีพ ของชาวมอญแน่นอน… |
|
|
|
...อาจารย์ทวี แก่นดำ... |
| |
|
บรรณานุกรม |
|
สยามอารยะ. (๒๕๓๗
พฤศจิกายน).
๒(๒๓) |
|
|
|
|
|
 |
|
|