ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์ยุวชนไทยรามัญวัดอัมพวันลพบุรี
 

 

 
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                 

วัดอัมพวัน

 

       วัดอัมพวัน ตั้งอยู่เลขที่ ๙๑ หมู่ ๑ ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๖๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๒๔๔๙ อาณาเขต

  - ทิศเหนือติดต่อกับแม่น้ำลพบุรี
  - ทิศใต้ติดต่อกับทางสาธารณะและหมู่บ้าน
  - ทิศตะวันออกติดต่อกับหมู่บ้านและมีก่อไผ่เป็นเขต
  - ทิศตะวันตกติดต่อกับหมู่บ้านประชาชน

             

       มีที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่๑๕ไร่ ๑ งาน ๕๘ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๒๓๒๘๑๑๕๗๒      
        พื้นที่วัดเป็นที่ราบสูงอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี อาคารเสนาสนะต่างๆ มี
        - อุโบสถกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๓.๕๐ เมตร ก่ออิฐฉาบปูนโครงสร้างหลังคาไม้สัก
        - ศาลาการเปรียญกว้าง ๒๓.๕๐ เมตร ยาว ๒๗ เมตร   สร้าง พ.ศ.๒๔๖๗ เป็นศาลาไม้สักทั้งหลัง
        - หอสวดมนต์กว้าง ๙.๒๐ เมตร  ยาว ๑๗.๒๐ เมตร   สร้าง พ.ศ.๒๔๙๑  เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ สำหรับปูชนียวัตถุมีพระประธานในพระอุโบสถ มีเจดีย์ทรงมอญเก่า

 
       ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในราว พ.ศ.๒๔๒๐ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาปีละประมาณ ๑๑ รูป สามเณร ๕ รูป มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสที่ทราบนามมี ๕ รูปคือ
รูปที่ ๑ พระอาจารย์เชียง ชนูปถัมภ์  
รูปที่ ๒ พระอาจารย์ทอโหนด ถึง พ.ศ.๒๔๔๕
รูปที่ ๓ พระอุปัชฌาย์ทอกรัก สุวณฺณสาโร พ.ศ.๒๔๔๕ - ๒๔๘๕
รูปที่ ๔ พระครูอมรสมณคุณ (อมโร สว่าง หมอสำราญ ) พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๕๒๐
รูปที่ ๕ พระครูอมรสมณคุณ (พระมหาสมควร รุมรามัญ) พ.ศ.๒๕๒๐ - ปัจจุบัน
 
 

ตำนานวัดอัมพวัน

 
          วัดอัมพวัน สร้างขึ้นเป็นวัดราวปีพุทธศักราช ๒๔๑๕ มีเรื่องเล่ากันว่า กรมช้างซึ่งอยู่ภายในพระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ได้ให้ควาญช้างนำช้างประมาณ ๑๐ เชือก ไปเลี้ยงที่ป่าบริเวณใกล้คลองตาสา (คลองข้างอุโบสถวัดกลางในปัจจุบัน) ต่อมามีช้างเชือกหนึ่งล้มตายลงกรมช้างจึงได้ขายช้างเชือกที่ตายไปแล้วนั้น ได้เงินประมาณ ๓๐ ตำลึง และได้นำเงินนั้นมาซื้อที่ดินซึ่งเป็นสวนมะม่วงของชาวบ้านราคา ๓๐ ตำลึง พร้อมร่วมกันจัดสร้างวัดขึ้นมาเรียกว่า “วัดอัมพวัน” ซึ่งแปลว่าป่ามะม่วง
 
 

วัดค้างคาว

          ในสมัยนั้นวัดอัมพวันมีค้างคาวแม่ไก่จำนวนมาก นับหมื่นนับแสนตัวอาศัยอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี ซึ่งเป็นทางคมนาคมสัญจรไปมาของผู้คนทั่วไปในสมัยนั้น จึงขนานนามวัดอัมพวันว่าวัดค้างคาวเพราะมีค้างคาวมาก

 
          อีกนัยหนึ่ง เล่าสืบกันมาว่า หลวงปู่ทอกรัก สุวณฺณสาโร อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเมตตาสงสารค้างคาวเหล่านั้นมาก มีผู้พบเห็นหลวงปู่ทอกรักลงมาจากวัดใช้มือตบต้นไม้ ที่ค้างคาวเหล่านั้นอาศัยอยู่
 

          ปรากฏว่าภายหลังจากนั้นไม่มีใครสามารถทำอันตรายฝูงค้างคาวเหล่านั้นได้อีกเลยแม้แต่ปืนที่ใช้ยิงค้างคาวก็ยิงไม่ออก ผู้อยู่ในเหตุการณ์และชาวบ้านทั่วไปเมื่อทราบเรื่องครั้งนั้น ให้ความเคารพศรัทธาหลวงปู่และกล่าวขวัญถึงหลวงปู่ทอกรัก ในด้านแคล้วคลาดปลอดภัยคงกระพันชาตรี และเมตตามหานิยม ซึ่งครั้งนั้นเกิดสงครามอินโดจีนขึ้น ผู้ที่ไปออกรบมักนำเสื้อกั๊กแดงหรือผ้าแดงมาให้ท่านลงอักขระเลขยันต์กันมาก ว่ากันว่าแคล้วคลาดปลอดภัยกลับมาด้วยดีทุกคน

          ภายหลังหลวงปู่กรักละสังขารมรณภาพ ฝูงค้างคาวเหล่านั้นก็ย้ายถิ่นฐานที่อาศัยไปอยู่ที่อื่นชื่อวัดค้างคาวที่ขนานนามกันในขณะนั้นจึงไม่นิยมเรียกกัน ภายหลังเมื่อกล่าวถึงชื่อวัดค้างคาวมักไม่มีใครทราบว่าเป็นชื่อเรียกวัดอัมพวันในอดีต
 
 

วัดสุด

          บ้านบางขันหมากใต้เป็นชุมชนที่มีชาวไทยเชื้อสายรามัญหรือมอญอาศัยอยู่ ชาวไทยรามัญเป็นผู้ที่มีความศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนาอย่างมาก     จึงได้ร่วมกันสร้างวัดอารามขึ้นมาในชุมชนมอญบ้านบางขันหมากใต้ของตนเองถึง ๔ วัดด้วยกัน   ประกอบด้วย  วัดโพธิ์ระหัต  วัดกลาง  วัดราษฎร์ศรัทธาทำ และวัดอัมพวัน   ซึ่งวัดอัมพวันอยู่ใต้สุดของตำบลบางขันหมากใต้     ติดต่อกับตำบลพรหมมาสตร์     จึงนิยมเรียกวัดอัมพวันว่า“วัดสุด” ภาษามอญเรียกว่า “เภี่ยะสโมร์” ซึ่งแปลว่าวัดสุด ตามสถานที่ตั้ง
 
 

วัดสุสาน

          ครั้งหนึ่งวัดอัมพวัน แยกออกเป็น ๒ คณะ เนื่องด้วยการปลูกสร้าง กุฏิสงฆ์ ห่างไกลกันมากและมีป่ารกทึบคั่นกลางจึงดูเสมือนวัดมีสองวัดในบริเวณนั้น   ชาวบ้านจึงเรียกวัดอัมพวันเป็นสองวัด คือวัดนอกและวัดใน  เรียกวัดใน(ริมแม่น้ำลพบุรี) ว่า “วัดสุด” และเรียกวัดนอก (อยู่ในป่าช้าหลังวัด) ว่า “วัดสุสาน”
 

          โดยมีพระอุปัชฌาย์ทอกรักเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน มีพระอาจารย์แจะซึ่งเป็นพระเถระที่มีอายุกาลพรรษาไล่เลี่ยกับหลวงปู่ทอกรัก พระอาจารย์แจะ เป็นพระที่รักความสงบสงัดจึงปลีกวิเวกไปปลูกสร้างกุฎีอยู่ในป่าช้าตามลำพัง     ภายหลังมีพระภิกษุสามเณรตามไปอยู่กับท่านด้วย   พระอาจารย์แจะท่านมีกิตติศัพท์เลื่องลือด้านเมตตามหานิยม   อีกทั้งด้านโหราศาสตร์ก็ไม่แพ้ใครเช่นกัน     จึงมีลูกศิษย์มากมายที่อยู่อุปัฏฐากท่านที่กุฎี   จึงเรียกสถานที่ตั้งกุฎีของท่านเป็นวัดอีกวัดหนึ่ง       ซึ่งเป็นเพียงการขนานนามของชาวบ้านเท่านั้นไม่ได้เป็นวัดอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

 

ในกาลต่อมาพระอาจารย์แจะ และหลวงปู่ทอกรัก   ได้มรณภาพลง   พระอาจารย์สว่าง  อมโร  ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ท่านจึงได้ทำการรวมวัดเป็นวัดเดียวกันขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๙๑  โดยสร้างหอสวดมนต์   กุฏิสงฆ์  เขตสังฆวาสของวัดขึ้นใหม่ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างวัดในและวัดนอก   และครองวัดอัมพวันพร้อมทั้งพัฒนาวัดเรื่อยมา

 

ภายหลังพระอาจารย์สว่าง  อมรโร   ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พัดยศที่ พระครูอมรสมณคุณ  (อมโร  สว่าง  หมอสำราญ)   เป็นเจ้าคณะตำบลบางขันหมาก  เป็นพระอุปัชฌาย์

 
 

 

โต๊ะห์โกนกลังป๊ะหรุ๊ยเต๊าะห์

เป็นลูกกำพร้าอย่าเลือกนม

 
 
ยุวชนไทยรามัญวัดอัมพวัน  ตำบลบางขันหมาก  อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
 
free web counter
free hit counter